More

    ลองขับ นิสสัน นาวารา ใหม่ ลุยออฟโรด 4 รุ่น ฝ่า 7 ด่านโหด!!

    หลังจากที่ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้จัดงานเปิดตัว นิสสัน นาวารา ใหม่ (The New Nissan NAVARA) อย่างอลังการไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา วันนี้ทางนิสสันก็ได้เชิญให้สื่อมวลชนเข้าร่วมทดสอบสมรรถนะของ นิสสัน นาวารา ใหม่ ทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

    ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้จะเน้นการขับขี่ในแบบออฟโรดเป็นหลัก ไม่มีการทดสอบอัตราเร่งหรือระบบความปลอดภัยแต่อย่างใด ในสนามปิดซึ่งถูกจัดไว้เป็นสนามทดสอบซึ่งมีทั้งหมด 7 station สุดโหดให้เราได้ลองขับกัน

    โดยมีรถ นิสสัน นาวารา ใหม่ ให้เราได้ลองขับทั้งหมด 4 รุ่น ตั้งแต่ King Cab Calibre ขับเคลื่อน 2 ล้อ ตัวถังยกสูง ทั้งรุ่น E เกียร์ธรรมดา รุ่น E และ รุ่น V เกียร์อัตโนมัติ ไปจนถึงรุ่น Double Cab 4WD VL ตัวท็อป ปิดท้ายด้วยพระเอกรุ่น PRO-4X ขับเคลื่อน 4 ล้อตัวแต่งพิเศษ

    ราคา นิสสัน นาวารา ใหม่ (รุ่นที่ทดสอบ)

    • King Cab Calibre E 6MT  ราคา 765,000 บาท
    • King Cab Calibre V 7AT  ราคา 859,000 บาท
    • Double Cab 4WD VL 7AT ราคา 1,129,000 บาท
    • PRO-4X 4WD 7AT ราคา 1,149,000 บาท

    งานนี้ทีมงาน Car2Day เปิดฟลอร์ด้วยรุ่นขับ 4 หน้าหล่อ PRO-4X ก่อนในคิวที่ 1 คันนี้ถือเป็นไฮไลต์ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การตกแต่งสไตล์ออฟโรดทั้งคัน มาพร้อมขุมพลังดีเซลใต้ฝากระโปรงรหัส YS23DDTT พิกัด 2.3 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ส่งถ่ายกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Twist and Tackle

    ก่อนจะขึ้นรถแอบเสพความหล่อของรุ่น PRO-4X เล็กน้อยซึ่งมันหล่อดุเข้าตามาก ทั้งไฟหน้า Quad-LED ทั้ง 4 ดวงที่ดูล้ำเข้ากับไฟ day time รูปตัว C ลงตัวกับไฟท้าย LED รูปตัว C เช่นกันแถมยังจัดแม็กสีดำเข้มขอบ 17 พร้อมยาง All-Terrain พร้อมลุยมาให้อีก และยิ่งไปกว่านั้นคันนี้ยังมากับตัวถังสีเทาพิเศษ (Stealth Grey) มีเฉพาะรุ่น Pro Series เท่านั้น

    เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารสีดำเข้ม เบาะตกแต่งปักลาย PRO-4X เพื่อให้รู้ว่าค่าคือลิมิเต็ดอิดิชั่น เมื่อกดปุ่มสตาร์ทเข็มหน้าปัดกวาดพร้อมกราฟฟิกโลโก้และรูปรถติดขึ้น แสดงว่าพร้อม จากจุดสตาร์ทลองกดคันเร่งเบาๆสาดผ่านโค้งหินกรวดซ้าย/ขวาก่อนเข้าสู่ทางตรงสั้นๆ ตรงนี้รู้ได้ทันทีถึงพลังที่เรียกแล้วมาทันใจ ท้ายที่สะบัดออกเมื่อขับผ่านหินลอยในโหมดขับ 2 ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือพวงมาลัยของนาวาราใหม่นั้นน้ำหนักเบาและควบคุมง่ายสามารถดึงแก้อาการไป/กลับ 2 ที่สไตล์ครอส รถก็กลับมาตรงและทะยานต่อเนื่องในระยะสั้นๆ ก่อนจะเข้าโค้งหักศอกซึ่งแต่งตัวเข้าก่อนเดินคันเร่งออกโค้งโชว์ท้ายสะบัดนิดๆให้ได้ฟิวเล็กน้อย ตรงนี้เห็นเลยว่าพวงมาลัยที่มีการปรับใหม่ทำให้มันคล่องตัวและลดการสาวพวงมาลัยจนมือไม้พันกันไปมาได้ขณะเลี้ยว

    จากนั้นจอดครับเพื่อเปลี่ยนเป็นโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วต่ำ 4lo ซึ่งต้องจอดสนิด เข้าเกียร์ว่าง พวงมาลัยตั้งตรงตามธรรมเนียม ก่อนจะหมุนสวิทซ์หมุนแบบ Trick and tackle ซึ่งตรงนี้ต้องขอชมจังหวะเปลี่ยนจากขับ 2 มาขับเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อเข้าง่ายมาก ตัดต่อระบบได้เงียบเนียน ไม่มีเสียงดังตึงตังโดนกระแทกใต้ท้อง เหมือนกับกระบะรุ่นอื่นที่เคยขับมา ติดอย่างเดียวที่สัญลักษณะแสดงโหมดขับเคลื่อนนั้นเล็กไปนิดทำให้ดูยากว่ากำลังขับในโหมดไหนอยู่ อีกอย่างคือ นาวารา ไม่มีโหมดให้เลือกตามสภาพพื้นถนนเหมือนกับกระบะค่าย F และ M ซึ่งถ้ามีจะหล่อมาก

    เมื่อเข้าโหมดขับ 4 เรียบร้อยพร้อมลุยผ่านเนินด้วย walking speed ซึ่งแรงบิดระดับ 450 นิวตันเมตร ค่อยๆพาตัวรถหนัก 2 ตัน ผ่านเนินเอียงไปได้สบาย มีการแต่งพวงมาลัยเล็กน้อยไปตามแนวเอียงเพื่อให้ได้ระดับ โดยดูมุมล้อได้จากกล้องรอบคัน Intelligent Around View Monitor (IAVM) ซึ่งจะติดขึ้นอัตโนมัติบนจอ touch screen ขนาด 8 นิ้วที่คอนโซลกลาง เมื่อเปลี่ยนมาใช้โหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งมันก็ช่วยให้ขับได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าให้ดีจอควรจะชัดและใหญ่ขึ้นอีกนิดจะดีมาก

    ผ่านจากเนินเอียงแรกไม่พอ ต่อด้วยเนินเอียงโค้งที่ต้องเลี้ยวไปด้วย ในสถานีนี้มีความเสียวเพิ่มขึ้นเพราะต้องเลี้ยวไปด้วยในขณะที่ช่วงจังหวะขึ้นล้อหลังขวาลอยระบบส่งถ่ายกำลังได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่รู้สึก ด่านนี้จะเห็นว่าระบบขับ 4 ของนาวาราสามารถกระจายแรงบิดไปอย่างล้ออื่นๆได้อย่างแนบเนียน และค่อยตระกายผ่านตะแกรงเหล็กโค้งไปได้ไม่ยากเย็นนัก

    ก่อนจะเป็น station ลุยน้ำสูง 60 ซม. ซึ่ง นาวารา ใหม่ได้มีการปรับ Ground Clearance ใหม่ให้สูงขึ้นราว 10 มม. ทำให้สามารถขับลุยน้ำลึกเกือบๆมิดล้อได้ไม่ยาก ซึ่งเรายังใช้โหมดขับเคลื่อน 4 ล้อต่อเนื่องและค่อยๆจุ่มหัวลงน้ำเบาๆแล้วค่อยๆเติมคันเร่งสัก 1,500 รอบเพื่อแหวกน้ำก่อนเชิดหน้าขึ้นสู่สถานีต่อไปได้แบบผ่านฉลุย

    จากนั้นจึงเป็นสถานีที่ต้องขับข้างเนินชันพร้อมหักเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนซ้ายไปขวาทันทีโดยมีไพล่อนวางเป็นแนวแคบเกือบพอดีคัน ตรงนี้หลักๆเลยต้องการให้เราใช้กล้องรอบคัน เพื่อมองภาพในมุมที่เราไม่สามารถมองเห็นไพล่อนแต่ละตัวได้เมื่อหน้าเชิดขึ้น ซึ่งด่านนี้ตอนแรกเหมือนง่าย แต่กลับต้องช้าเพราะเพ่งมองจอซึ่งขนาดเล็กไปนิดอยู่พักใหญ่ กว่าจะผ่านไปได้ใช้เวลาพอสมควร

    เมื่อลงเนินมาถึงเวลาทดสอบความนุ่มนวลโดยขับผ่านพื้นหินก้อนโตในโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเราลองรูดผ่านที่ความเร็วประมาณ 30-40 กม./ชม. รู้ได้ว่าช่วงล่างดูดซับแรงกระแทกได้ดีในระดับนึง แต่ไม่ถึงกับนุ่มแบบไม่รู้สึกเพราะบอกเลยว่าหินที่จัดไว้ก้อนใหญ่มากจริงๆแค่นี้ก็ถือว่านาวาราสอบผ่านด้วยช่วงล่างที่มีการปรับเซ็ตใหม่ให้นุ่มนวลและยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น

    ก่อนจะถึงไฮไลต์ในสถานีเนินชันซึ่งชันมากๆทำมุมจากพื้น 43 องศา ซึ่งสถานีนี้ต้องเป็น 4lo เท่านั้นถึงจะขึ้นได้ ซึ่งเราได้ลองกำลังเครื่องยนต์โดยการใช้ walking speed ค่อยๆพารถไต่ขึ้นไป ซึ่งนาวาราทำได้เกือบถึงสุดก่อนจะค่อยๆเติมคันเร่งช่วงปลายยอดเนิน บอกก่อนเลยการขึ้นเนินลักษณะนี้นอกจากกำลังเครื่องแล้ว ความยากคือมันมองไม่เห็นด้านข้าง มีเพียงท้องฟ้าเท่านั้นที่อยู่ตรงหน้า ถ้าด้านข้างไม่มีการวางแนวธงกะระยะไว้ให้ กล้อง Around View คือพระเอกที่ช่วยคุณผ่านอุปสรรคนี้ได้ง่ายขึ้น ส่วนขาลงนั้นทิ้งดิ่งไม่แพ้กันต้องอาศัยการเลี้ยงเบรกแล้วค่อยไต่ลงมาไม่ให้หน้ากระแทก โดยไม่ได้ใช้ระบบช่วยเบรกเมื่อลงทางลาดชัน HDC เพราะระยะค่อนข้างสั้นระบบอาจไม่ทำงานไม่ทัน เสี่ยงหน้ากระแทกพื้นได้

    ปิดท้ายด้วยการขับลงแอ่งน้ำเพื่อทดสอบมุมปะทะและมุมจาก ซึ่งตรงนี้เราขับลงไปในโหมดขับ 2 ได้เลย ซึ่งมองไม่เห็นด้านข้างก็สามารถมองภาพจากกล้องรอบคันเพื่อช่วยกะระยะไปด้วยก็ได้ เพื่อให้ผ่านด่านนี้ได้ง่ายขึ้น

    ก่อนจะเปลี่ยนมาลองขับตัวขับ 2 ยกสูง King Cab Calibre เกียร์ธรรมดา ซึ่งคันนี้เป็นเครื่องยนต์ 2.3 ลิตรเท่ากันแต่เป็นเทอร์โบเดี่ยวรหัสเครื่อง YS23DDT (T ตัวเดียว) 163 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ส่งถ่ายกำลังผ่านเกียร์แมนวล 6 สปีด ซึ่งหน้าตาโดยรวมก็หล่อแบบบ้านๆลงมาหน่อย ต่างจากตัวแต่งพิเศษ เช่นเดียวกับการทดสอบก็ต้องซอฟต์ลง ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ จะถูกตัดสถานีที่ต้องใช้โหมด 4WD ออก เหลือเพียง 4 ด่านให้ได้ลองขับกัน

    สัมผัสแรกกับรุ่นเกียร์ธรรมดา เมื่อเหยีบคลัซท์จนสุดเพื่อเข้าเกียร์ 1 รู้ได้ทันทีว่าคลัซท์เบาเข้าง่ายแถมระยะออกตัวไม่ต้องยกเท้าสูงเหมือนรุ่นอื่นๆทำให้ขับง่าย ทำให้คนขับครั้งแรกไม่ดับเหมือนบางยี่ห้อที่ต้องปรับการขับอยู่พักใหญ่กว่าจะคุ้นกับน้ำหนักคลัทซ์ ตัวรถที่มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นขับ 4 ทำให้รู้สึกพริ้วบนพื้นกรวดมากกว่า กวาดแกว่งพวงมาลัยไปมามีท้ายออกให้รู้สึกถึงฟิลลิ่งได้เต็มที่ แต่ต้องหมดห่วงถ้ารถเกิดเสียอาการ Traction control จะเข้ามาช่วยเซฟในทันที

    เมื่อผ่านโค้งแรกคราวนี้หักออกซ้ายเพื่อเบี่ยงหลบเนินเอียง 2 ด่านซึ่งผ่านไม่ได้แน่นอนถ้าใช้แค่ล้อคู่หลังดัน ข้ามมาดูความสามารถในการลุยน้ำ ซึ่งก็ทำได้ดีเหมือนเดิมแม้จะเป็นรุ่นที่มีความสูงน้อยที่สุดก็สามารถลุยผ่านน้ำสูง 60 ซม.ได้ไม่ยาก แต่พอมาถึงเนินสามเหลี่ยมที่ต้องหักเปลี่ยนเลนตามช่องไพล่อนนั้น คันนี้ต้องดูไลน์จากเจ้าหน้าที่สนามเท่านั้นเพราะไม่มีกล้องรอบคันให้ดูอุปสรรคเหมือนคันแรกที่ขับ

    ต่อมาในสถานทีทดสอบความนุ่มนวลก็ลุยผ่านหินก้อนใหญ่ไปได้แบบมีแรงดีดมากกว่ารุ่นขับ 4 เล็กน้อยเนื่องจากน้ำหนักรถที่เบากว่า ก่อนจากซัดทางตรงสั้นๆเพื่อทดสอบอัตราเร่งเบาและจบด้วยการปักหัวจุ่มน้ำอีกครั้งเพื่อลองมุมปะทะและมุมจาก ก็ผ่านฉลุยไม่ต่างจากรุ่นขับ 4 เพียงแต่จังหวะขึ้นต้องเลี้ยงคลัซท์ให้ได้จังหวะสักหน่อยจะได้จบสวยๆไม่แพ้กัน

    คันที่ 3 ที่ได้ขับเป็นรุ่น Double Cab VL ตัวท็อปขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งหน้าตาจะมาในแนวหรูหราพร้อมลุยไปกับครอบครัว ภายในเน้นความหรูหรามากกว่ารุ่น PRO-4X มีเบาะไฟฟ้ามาให้ ภายนอกมากับแม็กขอบ 18 นิ้วหล่อเต็มซุ้มเพียงรุ่นเดียว นอกนั้นในส่วนของเครื่องยนต์และฟังชั่นต่างๆจะเป็นแบบเดียวกันกับรุ่น PRO-4X

    ซึ่งถ้าพูดถึงสมรรถนะในการขับขี่โดยรวมในตัว VL จะนุ่มนวลกว่า PRO-4X เล็กน้อยเมื่อขับผ่านทั้งถนนหินกรวด หรือหินก้อนใหญ่ เนื่องจากยางของคันนี้ไม่ได้เป็นยางออฟโรด เน้นการขับขี่ที่นั่งสบายกว่า น้ำหนักพวงมาลัยต่างกันนิดหน่อยจนแทบไม่รู้สึก ส่วนความสามารถในการปีนป่ายบุกตะลุยฝ่าด่านทดสอบขับ 4 นั้นถือว่าไม่เป็นรองรุ่น PRO-4X แต่อย่างใด

    มาถึงคันสุดท้ายที่ได้ลองขับคือรุ่น King Cab ขับ 2 ยกสูง เกียร์ออโต้ (รุ่น V) ซึ่งก็จะต่างกันจากรุ่น E ตรงออฟชั่นต่างๆที่มีให้มากกว่า ส่วนสมรรถนะนั้นถือว่าไม่แตกต่างจึงขออนุญาติไม่อธิบายซ้ำเพราะมันก็ผ่านได้ฉลุยในด่านขับ 2 เหมือนรุ่น E เพียงแค่สบายกว่าเพราะไม่ต้องเหยียบคลัทซ์เข้าเกียร์เท่านั้นเอง

    สรุปแล้ว..การได้ลองขับทดสอบ นิสสัน นาวารา ใหม่ ในครั้งนี้อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่เราสามารถเฉลยได้ครบทุกสิ่งที่คุณอยากรู้ แต่ผมเชื่อว่ามันตอบโจทย์สายลุยฝุ่น ลุยโคลนได้แน่นอน กับความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสชัดเจนใน นาวารา ใหม่คัน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่หล่อขึ้น โดยเฉพาะรุ่นพิเศษ PRO-4X สีเทาอินเทรนด์นั้นหล่อสุดจริงๆ รวมถึงการขับขี่ได้นุ่มนวลขึ้นกว่าตอนก่อนปรับโฉมชัดเจน เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่ควบคุมง่ายและวงเลี้ยวที่กระชับขึ้นจนเห็นได้ชัดในสนามทดสอบลักษณะนี้ ปิดท้ายระบบขับ 4 ที่ทำได้ดี เข้าง่ายนุ่มนวลไม่เสียจังหวะเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางค่าย ตรงนี้ถือว่าทำได้ดีที่เรารู้สึกได้จากการขับเจ้า นาวารา ใหม่ครั้งนี้ในช่วงสั้นๆ

    ถ้าถามว่า นิสสัน นาวารา ใหม่ หน้าตาแบบนี้ ลุยได้แบบนี้ ออฟชั่นขนาดนี้ จะพอสู้กับเจ้าตลาดได้มั้ย ตอนนี้อาจยังตอบไม่ได้เต็มปากเต็มคำนัก แต่ถ้าให้บอกว่ามันลุยได้ ok มั้ยผมบอกเลยว่าผ่าน..ซึ่งในส่วนอื่นๆนั้นไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่ง, อัตราสิ้นเปลือง รวมถึงข้อดี/ข้อเสียจากการใช้งานจริงนั้น ไว้ถ้ามีโอกาสได้นำรถมาทดสอบเดี่ยวเมื่อไหร่จะรีบนำมาสาธยายให้ฟังกันแน่นอน

    Latest articles

    Related articles